Thursday, March 31, 2011

วีรสตรีฝรั่งเศส

โจนออฟอาร์ค หรือ โยนออฟอาร์ค หรือ ชาน ดาร์ก เกิดเมื่อปี ค.ศ.1955 เป็นลูกสาวชาวนาที่เคร่งศาสนา วันหนึ่งเธอได้ยินเสียงพระเจ้าสั่งให้ปลดปล่อยฝรั่งเศส โจนจึงนำกองทัพฝรั่งเศสออกรบกับกองทัพอังกฤษจนได้รับชัยชนะ เธอจึงได้รับยกย่องว่าเป็นวีรสตรีชาวฝรั่งเศส ภายหลังธอถูกชาวเบอร์กันดีจับตัวไว้ โดยถูกกล่าวหาว่าเป็นคนนอกรีตและเป็นแม่มด โจนจึงถูกเผาทั้งเป็น



Sunday, March 27, 2011

กินอาหารหน้าร้อนระวังกะทิ-ส้มตำทำท้องเสีย

สิ่งสำคัญที่อยู่คู่กับมนุษย์เราทุกวัน นั่นคือปัจจัย 4 ที่ประกอบด้วย อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค จะเห็นได้ว่า อาหารเป็นปัจจัยสำคัญอันดับแรกที่เป็นตัวหล่อเลี้ยงชีวิตมนุษย์ทุกคนบนโลก ดังนั้นการเลือกกินสิ่งที่ดี สิ่งที่มีประโยชน์เข้าสู่ร่างกาย จึงเป็นปัจจัยสำคัญอย่างมาก และโดยเฉพาะหน้าร้อนแบบนี้ การเลือกกินอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ย่อมเป็นตัวเสี่ยงต่อการเกิดโรค โดยเฉพาะโรคระบบทางเดินอาหาร

อาจารย์สง่า ดามาพงษ์ผู้จัดการแผนโภชนาการสมวัย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) บอกว่า โรคสำคัญที่มากับการกินอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะคือโรคที่เกี่ยวกับระบบทาง เดินอาหาร โดยโรคท้องร่วงมาเป็นอันดับต้นๆ ตามมาด้วย บิด ไทฟอยด์ อหิวาตกโรค และอาหารเป็นพิษ เพราะอากาศในหน้าร้อนจะมีอุณหภูมิที่ทำให้เชื้อจุลินทรีย์เจริญเติบโตได้ ง่าย และอาหารที่ต้องระมัดระวังเป็นอย่างมากคืออาหารจำพวกเหล่านี้

อาจารย์สง่าให้คะแนนอาหารจำพวก ส้มตำและ ยำเป็นอันดับต้นๆ เพราะส่วนประกอบ และเครื่องปรุงในส้มตำนั้น มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนของเชื้อโรค ไม่ว่าจะเป็นปูดอง ปลาร้าที่ไม่ผ่านการต้มสุก มะละกอที่ไม่ได้ล้างให้สะอาด รวมถึงผู้ปรุงอาหารที่หยิบจับสับมะละกอโดยไม่ผ่านการล้างมือให้สะอาด ตลอดจนภาชนะที่ใส่อาหาร

ลำดับต่อมา อาหารที่มีส่วนประกอบของกะทิ น้ำกะทิที่อุดมไปด้วยความข้น มันที่กลั่นจากมะพร้าว เมื่อนำมาปรุงอาหารช่วยเพิ่มรสชาติของอาหารได้อย่างเอร็ดอร่อยไม่แพ้เครื่อง ปรุงอื่นๆ อย่างบรรดาแกงกะทิ น้ำยาขนมจีน แกงเผ็ด แกงเขียวหวาน อาหารที่ถูกปากของชาวไทย ซึ่งอาจารย์สง่าบอกว่าอาหารที่มีส่วนประกอบของกะทิจะเสียง่าย หากจำเป็นต้องเก็บไว้กินต่อก็ควรแช่ในช่องแช่แข็ง และควรอุ่นด้วยอุณหภูมิความร้อน 70-100 องศาเซลเซียสก่อนรับประทานทุกครั้ง ที่สำคัญไม่ควรเก็บไว้เกิน 2 วัน

อาหารลำดับถัดมาเป็นอาหารพวกขนมจีน ซึ่งตัวเส้นขนมจีนที่ทำมาแป้ง หากหมักไว้นานเจออากาศร้อน ก็จะง่ายต่อการเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์เช่นกัน

อาหารทะเล ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ง่ายต่อการบูดเสีย ดังนั้น ก่อนนำมากินต้องมั่นใจว่าปรุงสุก-สะอาดทุกครั้ง

ส่วนพวกอาหารค้างคืน อาหารกระป๋องก็เสี่ยงต่อการทำให้เกิดโรคทางเดินอาหารได้เช่นกัน ทางที่ดีควรรับประทานอาหารให้หมดมื้อนั้นๆ ไป ไม่ควรค้างคืนไว้

สุดท้ายเป็นเรื่องของเครื่องดื่ม ที่อาจารย์สง่าย้ำว่า ต้องระวังเป็นพิเศษทั้งน้ำดื่มและน้ำแข็ง เพราะเมื่ออากาศร้อนคนก็มักนิยมบริโภคน้ำแข็งกันค่อนข้างมาก ซึ่งบางครั้งกระบวนการของการทำน้ำแข็งอาจจะไม่สะอาด ดังนั้น ต้องเลือกกินน้ำแข็งที่มั่นใจได้ว่าสะอาด มีคุณภาพปราศจากเชื้อโรคจริงๆ ทางที่ดีเลือกดื่มน้ำต้มสุกปลอดภัยกว่า

ส่วนพวกประเภทขนมหน้าร้อน บรรดา ข้าวเหนียวทุเรียน ข้าวเหนียวมะม่วงที่วางขายกันอยู่ตามท้องตลาด พูดถึงทีไรอดที่จะน้ำลายสอไม่ได้ทุกทีนั้น อาจารย์สง่าก็ฝากเตือนมาว่า อาหารจำพวกข้าวเหนียวกับผลไม้เหล่านี้ กินได้ แต่ต้องพอดี เพราะนอกจากจะห่วงเรื่องกะทิที่ราดในข้าวเหนียวที่อาจจะบูดเสียได้ง่ายแล้ว ยังต้องห่วงเรื่องของน้ำหนักตัวที่เกินขนาดได้โดยพลังงานจากข้าวเหนียวครึ่งทัพพี ให้พลังงานประมาณ 80 กิโลแคลอรี ถ้าจะเลือกกินก็ควรกินอาทิตย์หนึ่งไม่เกิน 2 ครั้งก็เพียงพอแล้ว โดยอาจารย์สง่าย้ำว่าการเลือกกินอาหารหน้าร้อนต้องหลีกเลี่ยงอาหารที่ให้ พลังงานสูง พวกมันๆ ทอดๆ แต่ควรเลือกทานอาหารรสจืด น้ำพริก ผักต้มอาหารแนะนำในทุกฤดู มาพร้อมกับเครื่องดื่มดับกระหายเย็นๆ จำพวกน้ำเปล่า ซึ่งถือเป็นเครื่องดื่มที่ดีที่สุด ที่อาจจะผสมอุทัยทิพย์เพิ่มความสดชื่น หรือจะเลือกเป็นน้ำสมุนไพรพวกใบเตย เก๊กฮวย ตะไคร้ เป็นต้น

Saturday, March 19, 2011

เคล็ดลับการต้มผักให้อร่อย

-พยายามใช้น้ำให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ในการต้มผัก
-ก่อนจะนำผักลงต้มควรจะรอให้น้ำเดือดก่อน จึงใส่ผักลงไป ไม่ควรแช่ผักไว้ในนั้นตั้งแต่แรก
-ผักสีเขียวควรทำให้สุกโดยวิธีการลวกหรือให้ใส่ลงไปในน้ำเดือด และพอน้ำเดือดอีกทีก็ให้ตักขึ้นทันที
-ผักที่เป็นหัว เช่น หัวผักกาด แครอต ควรต้มในน้ำเดือดอ่อนๆ และ ควรต้มทั้งหัวไม่ควรหั่นหรือฝาน จะช่วยรักษาคุณค่าทางอาหารไว้ได้มากกว่าการหั่นแล้วนำไปต้ม
-ทุกครั้งที่ต้มผักควรปิดฝาหม้อ เพื่อให้น้ำเดือดและผักสุกเร็วขึ้น ผักยิ่งอยู่ในน้ำร้อนนานๆ คุณค่าก็จะน้อยลง

Wednesday, March 9, 2011

เทคนิคการจำสิ่งต่างๆ

เทคนิคที่หนึ่ง โยงสิ่งที่ต้องจำไปหาสิ่งที่จำง่ายและติดตากว่า

เทคนิคที่สอง ใส่ทำนองร้องเป็นเพลง ถ้าอยากจะจำอะไรสักอย่างหนึ่งยาวๆ ลองใส่ทำนองเข้าไปแล้วลองร้องออกมา นอกจากจะสนุกสนานแล้ว อาจจะจำได้ดีขึ้นด้วย

เทคนิคที่สาม วิธีจำโดยสังเกตตัวอักษรที่เหมือนกัน ใช้ ได้ผลดีกับวิชาภาษาไทย เช่น คำนวน ต้องเขียนว่า คำนวณ ใช้ เหมือนคำว่า คณิตศาสตร์ หรือ เข้าฌาน สะกดด้วย เพราะเป็นการนั่งแบบ นิ่งๆ

เทคนิคที่สี่ ประโยคเด็ดช่วยจำ แต่งประโยคหรือเรียบเรียงเรื่องที่ต้องจำเป็นข้อความสั้นๆ และถ้าสามารถ อาจแต่งให้คล้องจองกันได้ก็จะช่วยให้จำได้ง่ายยิ่งขึ้น เช่น ประโยคยอดฮิตที่ว่า ไก่ จิก เด็ก ตาย บน ปาก โอ่งทำให้พวกเราจำอักษรกลางได้อย่างง่ายดาย

เทคนิคที่ห้า จำเป็นรูปภาพ สมองคนเราจำรูปได้ดีกว่าข้อความ ดังนั้นพวกสูตรคณิตศาสตร์ต่างๆ ลองเขียนเป็นตัวใหญ่ๆ ทำให้โดดเด่นมีสีสัน แปะไว้ข้างฝาบ้าน มองทุกวัน หลายๆวัน เราจะจำภาพหรือสูตรนั้นได้โดยอัตโนมัติ ที่สำคัญอย่าลืมมองสิ่งที่แปะบ่อยๆด้วย

Monday, February 28, 2011

ศิลปะบนพื้นถนน

จูเลียน บีเวอร์ ศิลปินชาวอังกฤษ สร้างความฮือฮาด้วยการวาดสีชอล์คลงบนพื้นถนน เป็นภาพลวงตาที่เหมือนจริงแบบสุดๆ โดยความยากไม่ได้อยู่แค่ตรงต้องออกแบบภาพให้ดูเป็น 3 มิติมากที่สุดเท่านั้น แต่ยังต้องกะระยะและมุมในการมองอย่างแม่นเป๊ะด้วย เพื่อที่เมื่อเราไปยืนตรงจุดที่เขากำหนดไว้ ก็จะเห็นภาพลวงตานั้นชัดๆ จนน่าตะลึง

ภาพผลงานของ จูเลี่ยน บีเวอร์












Thursday, February 24, 2011

กรดไหลย้อนคืออะไร

สำหรับสาเหตุของ อาการกรดไหลย้อน (GERD = gastroesophageal reflux disease) เป็นผลมาจากกรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมาที่หลอดอาหาร ซึ่งกรดเหล่านี้มีความเข้มข้นสูงมาก ทำให้เกิดอันตรายต่อหลอดอาหาร และเยื่อบุในหลอดอาหารที่มีความบอบบาง กระทั่งทำให้เกิดการอักเสบตามมา ซึ่งโดยปกติแล้วกรดหรือน้ำย่อยจะไม่สามารถขึ้นไปอยู่ในหลอดอาหารได้ ยกเว้นในช่วงที่กลืนอาหาร หรือช่วงที่กล้ามเนื้อหูรูดส่วนล่างมีการคลายตัวอย่างผิดปกตินั่นเอง

ส่วนอาการของกรดไหลย้อนนั้น จะแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะคือ

1. อาการกรดไหลย้อนที่เกิดในหลอดอาหาร จะมีอาการเจ็บคอ กลืนลำบาก รู้สึกเหมือนมีก้อนอยู่ในลำคอ แสบลิ้นเรื้อรัง จุกแน่นแถวๆ หน้าอกคล้ายอาหารไม่ย่อย อาการนี้มักจะเป็นมากขึ้นหลังอาหารมื้อหลัก การโน้มตัวไปข้างหน้า การยกของหนัก หรือการนอนหงายที่สำคัญคือ จะมีอาการแสบหน้าอก เรอเปรี้ยว รู้สึกเหมือนมีกรดซึ่งเป็นน้ำรสเปรี้ยว หรือรสขมไหลย้อนขึ้นมาในปาก ภาวะดังกล่าวนี้อาจทำให้เกิดหลอดอาหารอักเสบ ถ้าเป็นมากจนเกิดแผลรุนแรง อาจทำให้หลอดอาหารตีบหรือเกิดการเปลี่ยนแปลงเซลล์ของเยื่อบุอาหารได้

2. อาการกรดไหลย้อนนอกหลอดอาหาร จะมีเสียงแหบเรื้อรัง มักมีเสียงแหบตอนเช้า หรือมีเสียงผิดปกติไปจากเดิม ไอเรื้อรัง รู้สึกสำลักในเวลากลางคืน หรือในบางรายอาจมีอาการทางระบบหายใจ เช่น หอบหืด หรืออาการเจ็บหน้าอกได้ค่ะ

อาการนี้เกิดมาจากสาเหตุอะไร

-การกินอิ่มมากไป (กินอาหารมื้อใหญ่หรือปริมาณมาก) กระตุ้นให้มีน้ำย่อยหลั่งออกมามาก ประกอบกับการขยายตัวของ กระเพาะอาหารทำให้หูรูดคลายตัวมากขึ้น

-การนอนราบ (โดยเฉพาะภายใน 2 ชั่วโมงหลังกินอาหาร) การนั่งงอตัว โค้งตัวลงต่ำ ทำให้น้ำย่อยไหลย้อนได้ง่ายขึ้น

-การรัดเข็มขัดแน่น หรือใส่กางเกงคับเอว จะเพิ่มแรงดันในกระเพาะอาหารทำให้น้ำย่อยไหลย้อน (ไม่น่าเชื่อเลยว่าการรัดเข็มขัดก็เป็นปัจจัยทำให้เกิดโรคกรดไหลย้อนได้ เหมือนกัน)

-การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือกาเฟอีน (เช่น กาแฟ ยาชูกำลัง) นอกจากกระตุ้นให้หลั่งกรดในกระเพาะอาหารมากขึ้นแล้ว ยังเสริมให้หูรูดคลายตัวอีกด้วย (ทีนี้ล่ะไปกันใหญ่เลยล่ะค่ะ)

-การกินอาหารที่ไขมันสูง ข้าวผัด ของทอดและอาหารผัดน้ำมัน เพราะจะทำให้กระเพาะอาหารเคลื่อนไหวช้าลง ทำให้มีโอกาสเกิดกรดไหลย้อนได้มากขึ้น (ควบคุมยากมากจริงๆ สำหรับของทอด 555+)

-การสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มที่มีคาร์บอเนต (น้ำอัดลม) การกินอาหารเผ็ดจัด หัวหอม กระเทียม ซอสมะเขือเทศ น้ำมะเขือเทศ น้ำองุ่น น้ำผลไม้เปรี้ยว (เช่น น้ำส้มคั้น) ผลไม้เปรี้ยว ช็อกโกแลต หรือสะระแหน่ การใช้ยาบางชนิด (เช่น ยาขยายหลอดลม ยาแอนติโคลิเนอร์จิก ยาลดความดันกลุ่มปิดกั้นบีตาและกลุ่มต้านแคลเซียม ยาทางจิตประสาท ฮอร์โมนโพรเจสเตอโรน เป็นต้น) จะเสริมให้หูรูดคลายตัว หรือมีกรดหลั่งมากขึ้น

-โรคหืด เชื่อว่าเป็นผลมาจากการไอและหอบ ทำให้เพิ่มแรงดันในช่องท้อง ทำให้กรดไหลย้อน

-แผลเพ็ปติก และการใช้ยากลุ่มอนุพันธ์ฝิ่น ทำให้อาหารขับเคลื่อนลงสู่ลำไส้ช้าลงทำให้มีกรดไหลย้อนได้ (เป็นความรู้ใหม่นะคะ พี่เหมี่ยวก็เพิ่งรู้เหมือนกัน)

ป้องกันอาการดังกล่าวได้ยังไงบ้าง

-ลดน้ำหนักไม่ให้อ้วนเกินไป

-กินอาหารก่อนนอน 3 ชั่วโมงขึ้นไป

-ควรพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ควรนอนดึกมาก และไม่ควรนอนนานเกินไป เพราะพฤติกรรมดังกล่าวสามารถทำให้เกิดอาการกรดไหลย้อนได้เหมือนกัน

-ไม่ควรใส่เสื้อผ้าคับรัดเอวมากเกินไป

-ไม่ควรสูบบุหรี่หรือยาสูบทุกชนิด เพราะนิโคตินทำให้กล้ามเนื้อหลอดอาหารส่วนล่างอ่อนแอ