Wednesday, May 30, 2012

ข้าวหนึ่งเมล็ด ประกอบด้วยอะไร

      เมล็ดข้างหนึ่งเมล็ดมีส่วนประกอบต่างๆ  มากมาย  แถมยังนำมาประกอบอาหารได้หลายชนิดอีกด้วย  เราลองมาดูกันว่าในข้าวหนึ่งเมล็ดประกอบไปด้วยอะไรบ้าง
      หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวมาจากท้องนาแล้ว  ข้าวเปลือกจะถูกนำมากระเทาะเปลือกด้านนอกออกกลายเป็น  ข้าวกล้อง  และ  เปลือกข้าว (แกลบ)  เมล็ดข้าวกล้องเป็นสีน้ำตาลเรื่อมีจมูกข้าวและเยื่อหุ้มเมล็ด (ผิวอ่อนๆ ที่หุ้มเมล็ดข้าว)  ติดข้าวกล้องเป็นที่นิยมของคนรักสุขภาพ  จะหุงรับประทานกับอาหารหรือนำไปเพาะเป็นเมล็ดข้าวกล้องงอกก็ให้ประโยชน์ต่อ ร่างกายเพราะมีสารต้านอนุมูลอิสระ  ใยอาหารสูง  และมีวิตามินมากมาย  ส่วนเปลือกข้าวหรือแกลบนั้นนำไปปลูกต้นไม้และเก็บความเย็นให้น้ำแข็งก้อน ใหญ่ๆได้ดี
     เมื่อข้าวกล้องถูกขัดสีจะได้ข้าวขาว  หรือข้าวสารรำ  หรืเยื่อหุ้มเมล็ดข้าวซึ่งติดออกมาระหว่างการขัดสีมักใช้เป็นอาหารสัตว์  และจมูกข้าว  แหล่งรวมของวิตามินและสารอาหารต่างๆ  มากมาย  เหมาะกับการนำมาทำโจ๊กเพราะให้เนื้อสัมผัสนุ่ม  ไม่ต้องเคี่ยวนาน  นอกจากนี้ยังมี  ปลายข้าว  และ ข้าวหัก  ที่ได้ระหว่างการขัดสี  ชาวบ้านจะนำไปทำขนมจีน  เพราะช่วยให้เส้นเหนียวไม่ขาดง่าย
               
 ที่มา : นิตยสาร HEALTH & CUISINE

Thursday, May 17, 2012

เสื้อยืด เสื้อเชิ้ต เสื้อโปโล ที่คุณใส่ ทำมาจากอะไร?

เคยสงสัยกันมั้ย ว่าเสื้อยืด เสื้อโปโล หรือว่าเสื้อเชิ้ต ตัวโปรดของเรานั้น ทำมาจากอะไร ทำไม เนื้อผ้าถึงได้ไม่เหมือนกันเลยในแต่ละแบรนด์
บางตัวนิ่ม บางตัวบาง บางตัวหนา บางตัวแข็ง หรือว่ารีดง่าย รีดยาก
เรามาทำความรู้จักกับชนิดของผ้าแบบหลักๆ ที่ใช้ทำเสื้อเหล่านี้กันดีกว่า

วัสดุหลักๆที่ใช้ทำ เสื้อยืด เสื้อโปโล หรือ เสื้อเชิ้ต นั้นโดยทั่วๆไป จะมี 2 อย่างคือ ผ้าย หรือ cotton ที่ทำมาจากต้นฝ้าย กับ polyester ที่เป็นเส้นด้ายสังเคราะห์ ซึ่งแต่ละแบบจะมีคุณสมบัติแตกต่างกัน
ทำให้เกิดผ้าแบบต่างๆดังในตาราง


ชนิดผ้า
คุณลักษณะการใช้งาน
ข้อดี
ข้อเสีย
ผ้า TK
ทำจาก Polyester 100%
รีด ง่าย ไม่ยับ ไม่หด ไม่ย้วย ราคาไม่แพง นิยมใช้กันมากที่สุด เหมาะนำมาทำเสื้อเพื่อส่งเสริมการขายหรือเสื้อกีฬาสี ที่ไม่เน้นคุณภาพมากนัก
เนื้อผ้าค่อนข้างกระด้างและระบายความร้อนได้ไม่ดีนัก และขึ้นขนง่ายกว่าชนิดอื่น
ผ้า TC
ทำจาก Polyester 65% + Cotton35%
ผ้า ชนิดนี้มีคุณสมบัติดีกว่าผ้า TK เนื่องจากมีส่วนผสมของ Cotton 35% จะทำให้สวมใส่สบาย ระบายความร้อนได้ดีกว่าผ้าชนิดแรก เนื้อนุ่มน่าใส่ รูปทรงคงตัวได้ไม่หดหรือย้วย เหมาะสำหรับทำเสื้อฟอร์มให้พนักงานบริษัท เสื้อทีม เสื้อกีฬา เสื้อสมาคม ชมรม ผ้าชนิดนี้มีอายุการใช้งานนานกว่า TK
ราคาค่อนข้างสูง อาจขึ้นขุยได้
ผ้า CVC
ทำจาก Polyester 20% + Cotton 80%
ผ้า ชนิดนี้มีส่วนผสมของ Cotton มาก ทำให้สวมใส่สบาย ไม่ร้อน ระบายอากาศได้ดี เนื้อนุ่ม น่าใส่ ลายของผ้าจะมีเนื้อละเอียดมาก ผ้าชนิดนี้นิยมนำมาทำเสื้อโปโลของแบรนด์ที่ขายตามห้างสรรพสินค้า อีกทั้งบริษัทดังๆนิยมนำมาทำเสื้อให้พนักงาน และผ้าชนิดนี้ไม่หด ไม่ย้วย ขนขึ้นยากกว่าเนื้อผ้าชนิดอื่น ใส่แล้วจึงสวยกว่าผ้าชนิดอื่น
ราคา ค่อนข้างสูงกว่าผ้าชนิดอื่น เนื่องจากมีส่วนผสมของ Cotton มากกว่าชนิดอื่นๆ
ผ้า Cotton 100%
มีความยืดหยุ่นสูง เนื้อผ้าเนียนนุ่ม ระบายอากาศดีที่สุด สวมใส่สบาย ได้รูปทรงสวย
 
มีโอกาสย้วยสูง รีดยากกว่าผ้าชนิดอื่น

Thursday, May 3, 2012

10 อันดับสุดยอดการกัดของสิ่งมีชีวิต


อันดับ 10 

การกัดของยุงเป็นต้นเหตุของการเสียชีวิตที่มากที่สุดที่เกิดจากการกัดของสัตว์โดยเป็นต้นเหตุของโรคต่างๆมากกว่า 100 โรค โดยโรคที่ทำให้คนเสียชีวิตมากที่สุดคือโรค มาลาเรีย


อันดับ 9

  ตุ่นหนูไร้ขน เป็นสัตว์ไร้ขน มีผิวสีชมพู มีรอยเ่ยวย่น อยู่อาศัยใต้พื้นดิน โดยการขุดอุโมงค์โดยใช้ฟันหน้า คล้ายกับพวกตัวตุ่น และมีผิวหนัง หาง คล้าย หนู แต่นั้นเป็นเพียงรูปลักษณ์เท่านั้น แต่ตามความเป็นจริงนั้น ตุ่นหนูไร้ขนนั้นเป็นมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ เม่น  และสี่งที่ทำให้พวกมัน เป็นยอดนักขุด ก็เนื่องจาก อุโมงค์ใต้ดินอาดกินอาณาบริเวณมากถึง 6 สนามฟุตบอล พื้นใต้ดินจะถูกเชื่อมโยงด้วยโครงข่ายอุไมงค์  โดยกล้ามเนื้อประมาณ 25 % ของตุ่นหนูไร้ขนอยู่ที่ขากรรไกร   ตุ่นหนูไร้ขนสามารถ ขุดผ่านคอนกรีตได้

อันดับ 8

 ธรรมดา งูพิษจะมีเขี้ยว ที่มีท่อติดต่อกับต่อมพิษ เวลางูกัดเหยื่อ กล้ามเนื้อในบริเวณรอบต่อมพิษจะบีบตัว ทำให้พิษที่เป็นของเหลว ไม่มีกลิ่น ไม่มีรส แต่มีสีค่อนข้างเหลืองไหลซึมจากต่อมพิษผ่านเขี้ยวไปสู่แผล หากร่างกายคนที่ถูกงูกัดได้รับการรักษาไม่ทัน  รู้สึกแน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก หัวใจจะวาย และเขาจะตายในที่สุด ถึงแม้ว่าคนไข้เดินทางถึงโรงพยาบาลทันเวลาคนไข้ต้องตระหนักว่าใน กล้ามเนื้อในบริเวณที่เป็นแผลอาจจะตายไปเรียบร้อยแล้ว และเขาก็จะมีแผลเป็นตลอดชีวิต

อันดับ 7

 มงมุมพิษชนิดนี้สามารถพบได้ในประเทศออสเตรเลียแม้กระทั่งในบ้านก็ตาม มีขนาดตั้งแต่ 1-6 cm ลักษณะ เด่นของแมงมุมชนิดนี้ก็คือ เขี้ยวพับขนาดใหญ่ที่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนแม้จะไม่ใช่ขณะที่มันกำลัง จะกัดก็ตาม โดยเขี้ยวของมันมีขนาดยาวกว่าครึ่งของความยาวขาของมันเสียอีก ว่ากันว่าเขี้ยวของมันสามารถกัดทะลุนิ้วมือของเราได้ทีเดียวนอกจากนี้พิษของ มันยังมีความรุนแรงมากอีกด้วย

อันดับ 6

  จระเข้เป็นสัตว์ที่มีขากรรไกรที่แข็งแรงมากโดยการกัดของมันก่อให้เกิดแรงกัดโดยเฉลี่ยประมาณ 3000 ปอนด์ และสูงสุดมากกว่า 5000 ปอนด์ ต่อตารางนิ้ว และเวลาที่จระเข้กัดนั้นมันจะไม่แค่กัดเพียงเฉยๆเท่านั้น แต่มันจะทำการหมุนตัวด้วยความเร็วเพื่อเป็นการฉีกเนื้อเหยื่อให้หลุดออกมา จากร่าง

อันดับ 5

 ค้าง คาวดูดเลือดแท้จะออกหาอาหารในเวลากลางคืน ซึ่งเป็นเวลาที่เหยื่อ นอนหลับ ค้างคาวจะบินเข้าไปใกล้เหยื่อและจะเกาะบนพื้นก่อนที่จะค่อยๆ คลานเข้าไปหาเหยื่อ ใช้ฟันหน้าที่คมกรีดผิวหนังเหยื่อบริเวณที่ไม่มีขน พร้อมทั้งปล่อยสารกันเลือดแข็ง (anti-coagulating agent) ทำให้เลือด แข็งตัวช้า แล้วจึงค่อยดูดเลือด ที่ไหลออกมาจนอิ่ม เหยื่อของค้างคาวดูดเลือดส่วนมากเป็นสัตว์เลี้ยง เช่น วัว ควาย แพะ ม้า หมู หรือแม้กระทั่งคน เหยื่อที่ถูกค้างคาวกัดและกินเลือด จะไม่ได้รับอันตรายถึงตายแต่อย่างใด แต่รอยแผลที่เกิดจากค้างคาวกัด จะมีแมลงเข้าไปไข่ไว้ ทำให้สัตว์เลี้ยงอ่อนแอลงและเจริญเติบโตไม่เต็มที่ ดังนั้นค้างคาวดูดเลือดจึงเป็นอันตรายต่อการปศุสัตว์ เมื่อค้างคาวดูดเลือด กินอาหารอิ่มแล้วจะบินกลับไปยังถ้ำที่อยู่ในป่า และจะออกหาอาหารอีกครั้ง หลังจากกินอาหารครั้งแรก 2-3 วัน

อันดับ 4

 อันดับสี่ก็เป็นหมาธรรมดาๆ เพราะว่าทุกปีจะมีคนอเมริกันถูกหมากัดมากกว่า 4 ล้านราย และคนไทยที่ถูกกัดก็มีกว่าปีละ  3 แสนรายโดยสามารถพบได้ตามหน้าหนังสือพิมพ์อยู่แล้ว

อันดับ 3





การกัดของมังกรโคโมโดนั้นแม้เพียงรอยเล็กก็จะสามารถคร่าชีวิตเหยื่อได้ เนื่อง จากน้ำลายของมันมีแบคทีเรียอันตรายอยู่มากมายที่จะทำให้เหยื่อตายในเวลาต่อ มา แล้วมังกรโคโมโดจึงค่อยตามกลิ่นไปกินในเวลาต่อมา โดยมันสามารถจัดการ "กิน" หมูป่าที่หนัก 50 กิโลกรัมได้ภายใน 17 นาที การมีกระเพาะที่ขยายตัวง่ายช่วยให้มันสามารถกลืนเหยื่อที่หนักถึง 80% ของนํ้าหนักตัวมันได้ในมื้อเดียว

อันดับ 2

ฮิปโปโปเตมัสนั้นถึงแม้ว่าจะเป็นสัตว์กินพืชที่ดูไร้พิษภัยแต่มันมีขากรรไกรและแรงกัดที่ทรงพลังมากมากกว่าจระเข้ด้วยซ้ำ (ว่ากันตามจริงฮิปโปนี่โคตรอันตรายเลย) ในหนึ่งปีจะมีคนตายเพราะโดนฮิปโปกัดมากกว่าจระเข้เสียอีก เวลาจระเข้เจอฮิปโปส่วนมากแล้วจระเข้จะต้องเป็นฝ่ายหนี มันอันตรายขนาดพวกบันทึกโบราณของอียิปห์ไรพวกนี้ยังพรรณาความดุร้ายของมันไว้เลยทีเดียว นอกจากนี้ฮิปโปโปเตมัส สามารถอ้าปากได้กว้างถึง 170 องศาและมีแรงกัดขนาดที่ว่าสามารถกัดจระเข้ให้ขาดครึ่งได้ง่ายๆเลยทีเดียว
  

อันดับ1

ฉลามชนิดนี้มีอีกชื่อเรียกคือ ฉลามซิการ์(cigar shark) มีขนาดโตเต็มที่เพียง 40-60 cm และ เป็นฉลามที่มีฟันที่คมมากๆและมีลักษณะต่างไปจากฉลามพันธุ์อื่นๆ โดยชื่อว่า “คุกกี้คัตเตอร์” มาจากรอยกัดของมันซึ่งจะมีลักษณะเป็นรอยแหว่งอย่างสวยงามเหมือนรอยคุกกี้จาก การกัดด้วยการใช้ฟันแถบบนในการยึดและฟันแถบล่างในการเฉือนแล้วหมุนตัวด้วย ความเร็วจนครบรอบทำให้เนื้อถูกตัดออกมา ฉลามชนิดนี้สามารถโจมตีกระทั่งสัตว์ขนาดกลางและสัตว์ที่ตัวใหญ่กว่ามากๆแทบ ทุกชนิดเช่นปลาโลมาหรือปลาวาฬหรือแม้กระทั่งคนก็ตาม นอกจากนี้ยังมีการพบรอยกัดของปลาชนิดนี้อยู่บนสายเคเบิ้ลใต้ทะเลลึกอีกด้วย

Saturday, April 28, 2012

Shoe


History 

The earliest known shoes are sandals dating from about 8000 to 7000 BC and found in Oregon, USA in 1938. The world's oldest leather shoe, made from a single piece of cowhide laced with a leather cord along seams at the front and back, was found in a cave in Armenia in 2008 and is believed to date to 3,500 BC. Ötzi the Iceman's shoes, dating to 3,300 BC, featured brown bearskin bases, deerskin side panels, and a bark-string net, which pulled tight around the foot. However, tanned leather, the material most commonly used for making shoes, does not normally last for thousands of years, so shoes were probably in use long before this. Physical anthropologist Erik Trinkaus believes he has found evidence that the use of shoes began in the period between about 40,000 and 26,000 years ago, based on the fact that the thickness of the bones of the toes (other than the big toe) decreased during this period, on the premise that wearing shoes resulted in less bone growth, resulting in shorter, thinner toes.The earliest designs were simple affairs, often mere "foot bags" of leather to protect the feet from rocks, debris, and cold. Since shoes use more leather than sandals, their use was more common in cold climates. By the Middle Ages, turn-shoes had been developed with toggled flaps or drawstrings to tighten the leather around the foot for a better fit. As Europe gained in wealth and power, fancy shoes became status symbols. Toes became long and pointed, often to ridiculous proportions. Artisans created unique footwear for rich patrons, and new styles developed. Eventually the modern shoe, with a sewn-on sole, was devised. Since the 17th century, most leather shoes have used a sewn-on sole. This remains the standard for finer-quality dress shoes today. Until around 1800, shoes were made without differentiation for the left or right foot. Such shoes are now referred to as "straights". Only gradually did the modern foot-specific shoe become standard.

Since the mid-20th Century, advances in rubber, plastics, synthetic cloth, and industrial adhesives have allowed manufacturers to create shoes that stray considerably from traditional crafting techniques. Leather, which had been the primary material in earlier styles, has remained standard in expensive dress shoes, but athletic shoes often have little or no real leather. Soles, which were once laboriously hand-stitched on, are now more often machine stitched or simply glued on.

Wednesday, April 11, 2012

Henry VIII

Henry VIII (28 June 1491 – 28 January 1547) was King of England from 21 April 1509 until his death. He was Lord, and later King, of Ireland, as well as continuing the nominal claim by the English monarchs to the Kingdom of France. Henry was the second monarch of the House of Tudor, succeeding his father, Henry VII.

Besides his six marriages, Henry VIII is known for his role in the separation of the Church of England from the Roman Catholic Church. Henry's struggles with Rome led to the separation of the Church of England from papal authority, the Dissolution of the Monasteries, and establishing himself as the Supreme Head of the Church of England. Yet he remained a believer in core Catholic theological teachings, even after his excommunication from the Catholic Church.Henry oversaw the legal union of England and Wales with the Laws in Wales Acts 1535–1542.

Henry was considered an attractive, educated and accomplished king in his prime and has a reputation as "one of the most charismatic rulers to sit on the English throne". Besides ruling with absolute power, he also engaged himself as an author and composer. His desire to provide England with a male heir—which stemmed partly from personal vanity and partly because he believed a daughter would be unable to consolidate the Tudor Dynasty and the fragile peace that existed following the Wars of the Roses—led to the two things for which Henry is remembered: his six marriages, and the English Reformation, making England a mostly Protestant nation. In later life he became morbidly obese and his health suffered; his public image is frequently depicted as one of a lustful, egotistical, harsh, and insecure king.

Sunday, March 18, 2012

แวนโก๊ะ(Vincent Van Gogh)


วินเซนต์ แวนโกะ จิตรกรโพตส์อิทเพรสชั่นนิสต์เป็นชาวดัทช์ ที่มีความสำคัญสุดต่อจากเรมบราดต์ ชีวิตของเขา เป็นชีวิตแห่งความเศร้าและยากจน ครั้งหนึ่งที่เกิดหมดหวังขึ้นมา เขาตัดหูตัวเองออกข้างหนึ่งทันที ไม่มีใครศรัทธาในอัจฉริยภาพ ของเขา นอกจากธีโอ น้องชาย ผู้ซึ่งเจียดรายได้อันน้อยนิดส่งเสียเขา

วินเซนต์เขียนภาพที่ดีที่สุดของเขาบางภาพในฝรั่งเศส เขาเขียนทุกอย่างที่เขาเห็นรอบๆตัว ทิวทัศน์ ภาพชีวิตนิ่ง และภาพเหมือนบุคคล โดยใช้สีอย่างน่าชวนพิศวง คล้ายกับของเซซาน เขามีความสนใจในรูปแบบ แต่อารมณ์ความ รู้สึกของเขาเองก็หลั่งไหลออกไปด้วย ทำให้ภาพของเขามีชีวิตจิตใจเป็นพิเศษ ในที่สุด เมื่อคิดว่าตัวเองล้มเหลว ไร้มิตร และอยู่เป็นภาระแก่ ธีโอ แวนโกะก็ฆ่าตัวตาย

ตัวอย่างผลงาน










Wednesday, March 14, 2012

"ลิ้น" บอกโรค

คุณเคยรู้ไหมว่า " ลิ้น " อวัยวะที่นอกจากจะใช้ลิ้มรสอาหารแล้ว ยังสามารถบอกโรคต่างๆได้อีกด้วย .................

นั่นก็เพราะมีโรคหลายๆ ชนิดที่เมื่อเป็นแล้ว จะส่งผลให้ลิ้นเกิดการเปลี่ยนแปลงหรือความผิดปรกติอย่างเห็นได้ชัด การตรวจดูลิ้นจึงสามารถบอกถึงสุขภาพภายในร่างกายได้ดังนี้

1. ลิ้นสีน้ำตาลหรือดำ
มักเป็นผลจากการรับประทานยาปฏิชีวนะ หรืออมยาฆ่าเชื้อที่มีผลทำให้เกิดการเจริญเติบโตของแบคที่เรียบางชนิดที่สร้างสีดำออกมาเกาะลิ้น

2. ลิ้นสีเขียวหรือสีแดง
บ่งบอกว่าช่องท้องหรือตับ ของคุณทำงานผิดปรกติ

3.ลิ้นเป็นฝ้าขาวเป็นขลุยคล้ายคราบนม
เกิดจากกาารติดเชื้อรา หรือเชื้อยีสต์ส่วนมากมักพบในผู้ที่มีความต้านทานน้อยหรือเด็กทารก รวมทั้งผู้ที่รับประทานยาฆ่าเชื้อโรค และยากดภูมิต้านทาน เช่น สเตียรอยด์

4. ลิ้นเป็นฝ้าขาว มีจุดแดงๆ เป็นหย่อมๆ คล้ายผลสตอบอรี่รวมกับอาการไข้ และผื่นเต็มตัว
พบในโรคติดเชื้อแบคทีเรีย ในระบบทางเดินหายใจส่วนต้นนอกจากนี้แล้วการขาดวิตมินก็สามารถทำให้ลิ้นของ คุณเปลี่ยนแปลงได้เช่นกันโดยสังเกตจาก

ขาดวิตมินบี 1 ทำให้ลิ้นแดง อักเสบและปวดแสบปวดร้อน
ขาดวิตมินบี 2 ทำให้มุมปากอักเสบเป็นปากนกกระจอก และทำให้ลิ้นเป็นแผ่นแดงๆม่วงๆแสบลิ้นง่าย
ขาดวิตมินบี 5 ทำให้ลิ้นอักเสบมากจนแดงก่ำมีแผลถลอกเลือดออกง่าย ลิ้นแตกเป็นร่อง