Thursday, June 21, 2012

Bastille Day





Bastille Day, the French national holiday, commemorates the storming of the Bastille, which took place on 14 July 1789 and marked the beginning of the French Revolution. The Bastille was a prison and a symbol of the absolute and arbitrary power of Louis the 16th's Ancient Regime. By capturing this symbol, the people signaled that the king's power was no longer absolute: power should be based on the Nation and be limited by a separation of powers.

Bastille is an alternate spelling of bastide (fortification), from the Provençal word bastida (built). There's also a verb: embastiller (to establish troops in a prison). Although the Bastille only held seven prisoners at the time of its capture, the storming of the prison was a symbol of liberty and the fight against oppression for all French citizens; like the Tricolore flag, it symbolized the Republic's three ideals: Liberty, Equality, and Fraternity for all French citizens.It marked the end of absolute monarchy, the birth of the sovereign Nation, and, eventually, the creation of the  Republic, in 1792.

Bastille Day was declared the French national holiday on 6 July 1880, on Benjamin Raspail's recommendation, when the new Republic was firmly entrenched. Bastille Day has such a strong signification for the French because the holiday symbolizes the birth of the Republic. Marseillaise La Marseillaise was written in 1792 and declared the French national anthem in 1795. Read and listen to the words.As in the US, where the signing of the Declaration of Independence signaled the start of the American Revolution, in France the storming of the Bastille began the Great Revolution. In both countries, the national holiday thus symbolizes the beginning of a new form of government. On the one-year anniversary of the fall of the Bastille, delegates from every region of France proclaimed their allegiance to a single national community during the Fête de la Fédération in Paris - the first time in history that a people had claimed their right to self-determination.

The French Revolution

-Parliament wanted the king to share his absolute powers with an oligarchic parliament. Priests and other low-level religious figures wanted more money.
-Nobles also wanted to share some of the king's power.
-The middle class wanted the right to own land and to vote.
-The lower class were quite hostile in general and farmers were angry about tithes and feodal rights.
-Some historians claim that the revolutionaries were opposed to Catholicism more than to the king or the upper classes.

Friday, June 15, 2012

เตือน "ซูชิ" มีคอเลสเตอรอล - สารปรอท

ใครที่ชอบกินอาหารญี่ปุ่นเป็นชีวิตจิตใจ คงต้องอ่านเรื่องนี้แล้วคิดใหม่เสียหน่อย เพราะรายงานข่าวจากเมืองผู้ดีระบุว่า ผู้คนใน อังกฤษกำลังหันมากินข้าวปั้นซูชิกันมากขึ้น แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า อาหารญี่ปุ่นชนิดนี้ไม่ได้เป็นมิตรกับสุขภาพอย่างที่เข้าใจกัน
หลุยส์ ซัตตัน แห่งมหาวิทยาลัยลีดส์ เมโทรโพลิแทน บอกว่า ซูชิซึ่งมีทั้งหน้าปลาดิบ ไข่ หรือผัก อาจมีคอเลสเตอรอล เกลือ พยาธิตัวกลม สารปรอท และแบคทีเรีย ฉะนั้นควรเลือกกินอย่างชาญฉลาด
คอเลสเตอรอล : ไข่ปลาค็อดที่แนมมากับซูชินั้น มีกรดไขมันโอเมกา-3ซึ่งช่วยป้องกันโรคหัวใจ แต่ไข่ปลาก็มีคอเลสเตอรอลสูง จึงไม่ควรกินคราวละมากๆ หรือกินบ่อยๆ หากเป็นคนที่มีคอเลสเตอรอลสูงอยู่แล้ว ผู้ป่วยโรคเกาต์ไม่ควรกินซูชิเพราะมีกรดยูริกสูง ซึ่งจะทำให้อาการกำเริบ
เกลือ : แม้ซูชิมีเกลือน้อย แต่ถ้าจิ้มซอสถั่วเหลืองจนชุ่มก็จะเป็นการเพิ่มเกลือ ซอสที่ใส่มาในถุงพร้อมซูชินั้น มีเกลือ 1กรัม คน เราไม่ควรได้รับเกลือเกินวันละ 6กรัม ฉะนั้น คนที่มีความดันโลหิตสูงจึงควรหลีกเลี่ยงซอสถั่วเหลือง หรือคนที่แพทย์แนะนำให้ กินอาหารที่มีเกลือน้อย
พยาธิตัวกลม : รายงานวิชาการสองชิ้น ซึ่งนำเสนอต่อที่ประชุมของสมาคมศาสตร์ว่าด้วยกระเพาะอาหารและลำไส้อเมริกัน เมื่อ เร็วๆ นี้ บอกว่าพบพยาธิตัวกลมในซูชิ เมื่อถูกย่อยในทางเดินอาหารของมนุษย์ ตัวอ่อนของพยาธิตัวกลมจะเกาะเข้ากับเยื่อบุกระ เพาะอาหารและลำไส้ ทำให้เกิดอาการปวดท้อง คลื่นไส้ และท้องร่วง ปลาดิบที่จะนำมาทำซูชิควรแช่แข็งที่อุณหภูมิลบ 20องศา เซลเซียส เป็นเวลาอย่างน้อย 24ชั่วโมง ซึ่งจะทำให้พยาธิตาย
สารปรอท : เมื่อปีที่แล้ว ผลวิจัยในวารสาร Biology Letters ในอังกฤษ เปิดเผยว่า ซูชิหน้าปลาทูน่าซึ่งมีขายตามร้านอาหารและ ซูเปอร์มาร์เก็ตในสหรัฐ มีสารปรอทสูงเกินระดับมาตรฐานด้านสาธารณสุข หากได้รับสารปรอทมากเกินไปจะส่งผลต่อระบบ ประสาท เช่น อัมพาตสมอง หูหนวก ตาบอด ดังนั้นหญิงมีครรภ์จึงควรหลีกเลี่ยงปลาบางชนิด เช่น เนื้อปลาทูน่าสด 
แบคทีเรีย : แบคทีเรียที่พบบ่อยในซูชิเป็นชนิด สตาไฟโลค็อกคัส ออรีอุส ซึ่งเจอในข้าวมากกว่าในปลาดิบ หากข้าวปั้นถูกทิ้ง ไว้ที่อุณหภูมิห้อง แบคทีเรียในข้าวจะแบ่งตัว และเสี่ยงต่อโรคอาหารเป็นพิษ

การเลือกซื้อควรเลือกซูชิที่สดใหม่ กินหมดภายในเวลาที่กำหนด และเก็บแช่ในตู้เย็น
ที่มา ... ไทยโพสต์

Wednesday, May 30, 2012

ข้าวหนึ่งเมล็ด ประกอบด้วยอะไร

      เมล็ดข้างหนึ่งเมล็ดมีส่วนประกอบต่างๆ  มากมาย  แถมยังนำมาประกอบอาหารได้หลายชนิดอีกด้วย  เราลองมาดูกันว่าในข้าวหนึ่งเมล็ดประกอบไปด้วยอะไรบ้าง
      หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวมาจากท้องนาแล้ว  ข้าวเปลือกจะถูกนำมากระเทาะเปลือกด้านนอกออกกลายเป็น  ข้าวกล้อง  และ  เปลือกข้าว (แกลบ)  เมล็ดข้าวกล้องเป็นสีน้ำตาลเรื่อมีจมูกข้าวและเยื่อหุ้มเมล็ด (ผิวอ่อนๆ ที่หุ้มเมล็ดข้าว)  ติดข้าวกล้องเป็นที่นิยมของคนรักสุขภาพ  จะหุงรับประทานกับอาหารหรือนำไปเพาะเป็นเมล็ดข้าวกล้องงอกก็ให้ประโยชน์ต่อ ร่างกายเพราะมีสารต้านอนุมูลอิสระ  ใยอาหารสูง  และมีวิตามินมากมาย  ส่วนเปลือกข้าวหรือแกลบนั้นนำไปปลูกต้นไม้และเก็บความเย็นให้น้ำแข็งก้อน ใหญ่ๆได้ดี
     เมื่อข้าวกล้องถูกขัดสีจะได้ข้าวขาว  หรือข้าวสารรำ  หรืเยื่อหุ้มเมล็ดข้าวซึ่งติดออกมาระหว่างการขัดสีมักใช้เป็นอาหารสัตว์  และจมูกข้าว  แหล่งรวมของวิตามินและสารอาหารต่างๆ  มากมาย  เหมาะกับการนำมาทำโจ๊กเพราะให้เนื้อสัมผัสนุ่ม  ไม่ต้องเคี่ยวนาน  นอกจากนี้ยังมี  ปลายข้าว  และ ข้าวหัก  ที่ได้ระหว่างการขัดสี  ชาวบ้านจะนำไปทำขนมจีน  เพราะช่วยให้เส้นเหนียวไม่ขาดง่าย
               
 ที่มา : นิตยสาร HEALTH & CUISINE

Thursday, May 17, 2012

เสื้อยืด เสื้อเชิ้ต เสื้อโปโล ที่คุณใส่ ทำมาจากอะไร?

เคยสงสัยกันมั้ย ว่าเสื้อยืด เสื้อโปโล หรือว่าเสื้อเชิ้ต ตัวโปรดของเรานั้น ทำมาจากอะไร ทำไม เนื้อผ้าถึงได้ไม่เหมือนกันเลยในแต่ละแบรนด์
บางตัวนิ่ม บางตัวบาง บางตัวหนา บางตัวแข็ง หรือว่ารีดง่าย รีดยาก
เรามาทำความรู้จักกับชนิดของผ้าแบบหลักๆ ที่ใช้ทำเสื้อเหล่านี้กันดีกว่า

วัสดุหลักๆที่ใช้ทำ เสื้อยืด เสื้อโปโล หรือ เสื้อเชิ้ต นั้นโดยทั่วๆไป จะมี 2 อย่างคือ ผ้าย หรือ cotton ที่ทำมาจากต้นฝ้าย กับ polyester ที่เป็นเส้นด้ายสังเคราะห์ ซึ่งแต่ละแบบจะมีคุณสมบัติแตกต่างกัน
ทำให้เกิดผ้าแบบต่างๆดังในตาราง


ชนิดผ้า
คุณลักษณะการใช้งาน
ข้อดี
ข้อเสีย
ผ้า TK
ทำจาก Polyester 100%
รีด ง่าย ไม่ยับ ไม่หด ไม่ย้วย ราคาไม่แพง นิยมใช้กันมากที่สุด เหมาะนำมาทำเสื้อเพื่อส่งเสริมการขายหรือเสื้อกีฬาสี ที่ไม่เน้นคุณภาพมากนัก
เนื้อผ้าค่อนข้างกระด้างและระบายความร้อนได้ไม่ดีนัก และขึ้นขนง่ายกว่าชนิดอื่น
ผ้า TC
ทำจาก Polyester 65% + Cotton35%
ผ้า ชนิดนี้มีคุณสมบัติดีกว่าผ้า TK เนื่องจากมีส่วนผสมของ Cotton 35% จะทำให้สวมใส่สบาย ระบายความร้อนได้ดีกว่าผ้าชนิดแรก เนื้อนุ่มน่าใส่ รูปทรงคงตัวได้ไม่หดหรือย้วย เหมาะสำหรับทำเสื้อฟอร์มให้พนักงานบริษัท เสื้อทีม เสื้อกีฬา เสื้อสมาคม ชมรม ผ้าชนิดนี้มีอายุการใช้งานนานกว่า TK
ราคาค่อนข้างสูง อาจขึ้นขุยได้
ผ้า CVC
ทำจาก Polyester 20% + Cotton 80%
ผ้า ชนิดนี้มีส่วนผสมของ Cotton มาก ทำให้สวมใส่สบาย ไม่ร้อน ระบายอากาศได้ดี เนื้อนุ่ม น่าใส่ ลายของผ้าจะมีเนื้อละเอียดมาก ผ้าชนิดนี้นิยมนำมาทำเสื้อโปโลของแบรนด์ที่ขายตามห้างสรรพสินค้า อีกทั้งบริษัทดังๆนิยมนำมาทำเสื้อให้พนักงาน และผ้าชนิดนี้ไม่หด ไม่ย้วย ขนขึ้นยากกว่าเนื้อผ้าชนิดอื่น ใส่แล้วจึงสวยกว่าผ้าชนิดอื่น
ราคา ค่อนข้างสูงกว่าผ้าชนิดอื่น เนื่องจากมีส่วนผสมของ Cotton มากกว่าชนิดอื่นๆ
ผ้า Cotton 100%
มีความยืดหยุ่นสูง เนื้อผ้าเนียนนุ่ม ระบายอากาศดีที่สุด สวมใส่สบาย ได้รูปทรงสวย
 
มีโอกาสย้วยสูง รีดยากกว่าผ้าชนิดอื่น

Thursday, May 3, 2012

10 อันดับสุดยอดการกัดของสิ่งมีชีวิต


อันดับ 10 

การกัดของยุงเป็นต้นเหตุของการเสียชีวิตที่มากที่สุดที่เกิดจากการกัดของสัตว์โดยเป็นต้นเหตุของโรคต่างๆมากกว่า 100 โรค โดยโรคที่ทำให้คนเสียชีวิตมากที่สุดคือโรค มาลาเรีย


อันดับ 9

  ตุ่นหนูไร้ขน เป็นสัตว์ไร้ขน มีผิวสีชมพู มีรอยเ่ยวย่น อยู่อาศัยใต้พื้นดิน โดยการขุดอุโมงค์โดยใช้ฟันหน้า คล้ายกับพวกตัวตุ่น และมีผิวหนัง หาง คล้าย หนู แต่นั้นเป็นเพียงรูปลักษณ์เท่านั้น แต่ตามความเป็นจริงนั้น ตุ่นหนูไร้ขนนั้นเป็นมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ เม่น  และสี่งที่ทำให้พวกมัน เป็นยอดนักขุด ก็เนื่องจาก อุโมงค์ใต้ดินอาดกินอาณาบริเวณมากถึง 6 สนามฟุตบอล พื้นใต้ดินจะถูกเชื่อมโยงด้วยโครงข่ายอุไมงค์  โดยกล้ามเนื้อประมาณ 25 % ของตุ่นหนูไร้ขนอยู่ที่ขากรรไกร   ตุ่นหนูไร้ขนสามารถ ขุดผ่านคอนกรีตได้

อันดับ 8

 ธรรมดา งูพิษจะมีเขี้ยว ที่มีท่อติดต่อกับต่อมพิษ เวลางูกัดเหยื่อ กล้ามเนื้อในบริเวณรอบต่อมพิษจะบีบตัว ทำให้พิษที่เป็นของเหลว ไม่มีกลิ่น ไม่มีรส แต่มีสีค่อนข้างเหลืองไหลซึมจากต่อมพิษผ่านเขี้ยวไปสู่แผล หากร่างกายคนที่ถูกงูกัดได้รับการรักษาไม่ทัน  รู้สึกแน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก หัวใจจะวาย และเขาจะตายในที่สุด ถึงแม้ว่าคนไข้เดินทางถึงโรงพยาบาลทันเวลาคนไข้ต้องตระหนักว่าใน กล้ามเนื้อในบริเวณที่เป็นแผลอาจจะตายไปเรียบร้อยแล้ว และเขาก็จะมีแผลเป็นตลอดชีวิต

อันดับ 7

 มงมุมพิษชนิดนี้สามารถพบได้ในประเทศออสเตรเลียแม้กระทั่งในบ้านก็ตาม มีขนาดตั้งแต่ 1-6 cm ลักษณะ เด่นของแมงมุมชนิดนี้ก็คือ เขี้ยวพับขนาดใหญ่ที่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนแม้จะไม่ใช่ขณะที่มันกำลัง จะกัดก็ตาม โดยเขี้ยวของมันมีขนาดยาวกว่าครึ่งของความยาวขาของมันเสียอีก ว่ากันว่าเขี้ยวของมันสามารถกัดทะลุนิ้วมือของเราได้ทีเดียวนอกจากนี้พิษของ มันยังมีความรุนแรงมากอีกด้วย

อันดับ 6

  จระเข้เป็นสัตว์ที่มีขากรรไกรที่แข็งแรงมากโดยการกัดของมันก่อให้เกิดแรงกัดโดยเฉลี่ยประมาณ 3000 ปอนด์ และสูงสุดมากกว่า 5000 ปอนด์ ต่อตารางนิ้ว และเวลาที่จระเข้กัดนั้นมันจะไม่แค่กัดเพียงเฉยๆเท่านั้น แต่มันจะทำการหมุนตัวด้วยความเร็วเพื่อเป็นการฉีกเนื้อเหยื่อให้หลุดออกมา จากร่าง

อันดับ 5

 ค้าง คาวดูดเลือดแท้จะออกหาอาหารในเวลากลางคืน ซึ่งเป็นเวลาที่เหยื่อ นอนหลับ ค้างคาวจะบินเข้าไปใกล้เหยื่อและจะเกาะบนพื้นก่อนที่จะค่อยๆ คลานเข้าไปหาเหยื่อ ใช้ฟันหน้าที่คมกรีดผิวหนังเหยื่อบริเวณที่ไม่มีขน พร้อมทั้งปล่อยสารกันเลือดแข็ง (anti-coagulating agent) ทำให้เลือด แข็งตัวช้า แล้วจึงค่อยดูดเลือด ที่ไหลออกมาจนอิ่ม เหยื่อของค้างคาวดูดเลือดส่วนมากเป็นสัตว์เลี้ยง เช่น วัว ควาย แพะ ม้า หมู หรือแม้กระทั่งคน เหยื่อที่ถูกค้างคาวกัดและกินเลือด จะไม่ได้รับอันตรายถึงตายแต่อย่างใด แต่รอยแผลที่เกิดจากค้างคาวกัด จะมีแมลงเข้าไปไข่ไว้ ทำให้สัตว์เลี้ยงอ่อนแอลงและเจริญเติบโตไม่เต็มที่ ดังนั้นค้างคาวดูดเลือดจึงเป็นอันตรายต่อการปศุสัตว์ เมื่อค้างคาวดูดเลือด กินอาหารอิ่มแล้วจะบินกลับไปยังถ้ำที่อยู่ในป่า และจะออกหาอาหารอีกครั้ง หลังจากกินอาหารครั้งแรก 2-3 วัน

อันดับ 4

 อันดับสี่ก็เป็นหมาธรรมดาๆ เพราะว่าทุกปีจะมีคนอเมริกันถูกหมากัดมากกว่า 4 ล้านราย และคนไทยที่ถูกกัดก็มีกว่าปีละ  3 แสนรายโดยสามารถพบได้ตามหน้าหนังสือพิมพ์อยู่แล้ว

อันดับ 3





การกัดของมังกรโคโมโดนั้นแม้เพียงรอยเล็กก็จะสามารถคร่าชีวิตเหยื่อได้ เนื่อง จากน้ำลายของมันมีแบคทีเรียอันตรายอยู่มากมายที่จะทำให้เหยื่อตายในเวลาต่อ มา แล้วมังกรโคโมโดจึงค่อยตามกลิ่นไปกินในเวลาต่อมา โดยมันสามารถจัดการ "กิน" หมูป่าที่หนัก 50 กิโลกรัมได้ภายใน 17 นาที การมีกระเพาะที่ขยายตัวง่ายช่วยให้มันสามารถกลืนเหยื่อที่หนักถึง 80% ของนํ้าหนักตัวมันได้ในมื้อเดียว

อันดับ 2

ฮิปโปโปเตมัสนั้นถึงแม้ว่าจะเป็นสัตว์กินพืชที่ดูไร้พิษภัยแต่มันมีขากรรไกรและแรงกัดที่ทรงพลังมากมากกว่าจระเข้ด้วยซ้ำ (ว่ากันตามจริงฮิปโปนี่โคตรอันตรายเลย) ในหนึ่งปีจะมีคนตายเพราะโดนฮิปโปกัดมากกว่าจระเข้เสียอีก เวลาจระเข้เจอฮิปโปส่วนมากแล้วจระเข้จะต้องเป็นฝ่ายหนี มันอันตรายขนาดพวกบันทึกโบราณของอียิปห์ไรพวกนี้ยังพรรณาความดุร้ายของมันไว้เลยทีเดียว นอกจากนี้ฮิปโปโปเตมัส สามารถอ้าปากได้กว้างถึง 170 องศาและมีแรงกัดขนาดที่ว่าสามารถกัดจระเข้ให้ขาดครึ่งได้ง่ายๆเลยทีเดียว
  

อันดับ1

ฉลามชนิดนี้มีอีกชื่อเรียกคือ ฉลามซิการ์(cigar shark) มีขนาดโตเต็มที่เพียง 40-60 cm และ เป็นฉลามที่มีฟันที่คมมากๆและมีลักษณะต่างไปจากฉลามพันธุ์อื่นๆ โดยชื่อว่า “คุกกี้คัตเตอร์” มาจากรอยกัดของมันซึ่งจะมีลักษณะเป็นรอยแหว่งอย่างสวยงามเหมือนรอยคุกกี้จาก การกัดด้วยการใช้ฟันแถบบนในการยึดและฟันแถบล่างในการเฉือนแล้วหมุนตัวด้วย ความเร็วจนครบรอบทำให้เนื้อถูกตัดออกมา ฉลามชนิดนี้สามารถโจมตีกระทั่งสัตว์ขนาดกลางและสัตว์ที่ตัวใหญ่กว่ามากๆแทบ ทุกชนิดเช่นปลาโลมาหรือปลาวาฬหรือแม้กระทั่งคนก็ตาม นอกจากนี้ยังมีการพบรอยกัดของปลาชนิดนี้อยู่บนสายเคเบิ้ลใต้ทะเลลึกอีกด้วย

Saturday, April 28, 2012

Shoe


History 

The earliest known shoes are sandals dating from about 8000 to 7000 BC and found in Oregon, USA in 1938. The world's oldest leather shoe, made from a single piece of cowhide laced with a leather cord along seams at the front and back, was found in a cave in Armenia in 2008 and is believed to date to 3,500 BC. Ötzi the Iceman's shoes, dating to 3,300 BC, featured brown bearskin bases, deerskin side panels, and a bark-string net, which pulled tight around the foot. However, tanned leather, the material most commonly used for making shoes, does not normally last for thousands of years, so shoes were probably in use long before this. Physical anthropologist Erik Trinkaus believes he has found evidence that the use of shoes began in the period between about 40,000 and 26,000 years ago, based on the fact that the thickness of the bones of the toes (other than the big toe) decreased during this period, on the premise that wearing shoes resulted in less bone growth, resulting in shorter, thinner toes.The earliest designs were simple affairs, often mere "foot bags" of leather to protect the feet from rocks, debris, and cold. Since shoes use more leather than sandals, their use was more common in cold climates. By the Middle Ages, turn-shoes had been developed with toggled flaps or drawstrings to tighten the leather around the foot for a better fit. As Europe gained in wealth and power, fancy shoes became status symbols. Toes became long and pointed, often to ridiculous proportions. Artisans created unique footwear for rich patrons, and new styles developed. Eventually the modern shoe, with a sewn-on sole, was devised. Since the 17th century, most leather shoes have used a sewn-on sole. This remains the standard for finer-quality dress shoes today. Until around 1800, shoes were made without differentiation for the left or right foot. Such shoes are now referred to as "straights". Only gradually did the modern foot-specific shoe become standard.

Since the mid-20th Century, advances in rubber, plastics, synthetic cloth, and industrial adhesives have allowed manufacturers to create shoes that stray considerably from traditional crafting techniques. Leather, which had been the primary material in earlier styles, has remained standard in expensive dress shoes, but athletic shoes often have little or no real leather. Soles, which were once laboriously hand-stitched on, are now more often machine stitched or simply glued on.

Wednesday, April 11, 2012

Henry VIII

Henry VIII (28 June 1491 – 28 January 1547) was King of England from 21 April 1509 until his death. He was Lord, and later King, of Ireland, as well as continuing the nominal claim by the English monarchs to the Kingdom of France. Henry was the second monarch of the House of Tudor, succeeding his father, Henry VII.

Besides his six marriages, Henry VIII is known for his role in the separation of the Church of England from the Roman Catholic Church. Henry's struggles with Rome led to the separation of the Church of England from papal authority, the Dissolution of the Monasteries, and establishing himself as the Supreme Head of the Church of England. Yet he remained a believer in core Catholic theological teachings, even after his excommunication from the Catholic Church.Henry oversaw the legal union of England and Wales with the Laws in Wales Acts 1535–1542.

Henry was considered an attractive, educated and accomplished king in his prime and has a reputation as "one of the most charismatic rulers to sit on the English throne". Besides ruling with absolute power, he also engaged himself as an author and composer. His desire to provide England with a male heir—which stemmed partly from personal vanity and partly because he believed a daughter would be unable to consolidate the Tudor Dynasty and the fragile peace that existed following the Wars of the Roses—led to the two things for which Henry is remembered: his six marriages, and the English Reformation, making England a mostly Protestant nation. In later life he became morbidly obese and his health suffered; his public image is frequently depicted as one of a lustful, egotistical, harsh, and insecure king.